วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

ไวรัสคอมพิวเตอร์ และ การตรวจหาไวรัส


1. ยิ้มไวรัสคอมพิวเตอร์ ยิ้ม

ไวรัสคอมพิวเตอร์ คือส่วนหนึ่ง ของรหัสคำสั่งที่ทิ้งไว้เพื่อทำความเสียหายซึ่งจะพบแนบอยู่กับไฟล์ ในอดีต ไวรัสเกิดจากผู้พัฒนา ซอฟแวร์ที่ต้องการป้องกันการถูก ละเมิดลิขสิทธิ์โดยการ
Copy จึงได้สร้างโค้ดที่มี ไวรัสขึ้น พร้อมกับกำหนดเวลาในการทำลายโปรแกรม หากผู้ใช้ต้องการใช้งานโปรแกรมต่อ ก็ต้องชำระเงินค่าลิขสิทธิ์ ทางผู้ผลิตก็จะส่ง Code ที่ ใช้ในการทำลาย
ไวรัส มาให้

ปัจจุบันไวรัสถูกสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ
มากมายหลายอย่าง ส่วนหนึ่งก็คือความอยากรู้อยาก ลอง มีโปรแกรมที่ช่วยให้สร้างไวรัสได้โดยง่าย
ตลอดจน Web Site เถื่อนบางแห่งที่สอนการเขียนไวรัส ดังนั้นเราจะพบว่าไวรัสในปัจจุบันเกิดขึ้นได้ง่าย
และมีความร้ายกาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราอาจพบไวรัส เป็นส่วนหนึ่งของมาโคร ภายในแอพพลิเคชั่นไฟล์
เมื่อเข้าไปอยู่ในส่วนความจำ ไวรัสจะสามารถแพร่ไปติดไฟล์คำสั่งอื่นๆ เช่น Executable
file หรือพื้นที่บนดิสก์ในส่วนที่ใช้บูตเครื่อง ไวรัสในมาโครไฟล์สามารถแพร่กระจายไปได้อย่างง่ายดายเมื่อมีการเปิดไฟล์
ไฟล์ที่แนบมากับอีเมล์ก็เป็น อีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ไวรัสมาโครแพร่กระจายในระบบได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรถึงจะเรียกว่าไวรัส รหัสคำสั่งที่จะถูกเรียกว่าเป็นไวรัสนั้น
จะต้องสามารถเพิ่มจำนวนหรือติดต่อไปยังไฟล์หรือ ดิสก์อื่นๆ ได้ โดยทั่วไปไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นมาเรื่อยๆ
แต่ก็จะอยู่เฉยๆ จนกว่าจะมีการกระตุ้น โดยการ ตั้งวันที่ภายในระบบ หรือโดยการกระทำบางอย่างของผู้ใช้
นอกจากจะเพิ่มจำนวนแล้ว โดยปกติ คอมพิวเตอร์ไวรัสมักจะทำหน้าที่บางอย่าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วก็คือการทำลายข้อมูลหรือก่อให้เกิดความรำคาญ

ไวรัสแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ- ไวรัสคอมพิวเตอร์(Computer
Virus) - ไวรัสคำสั่งจำพวกม้าโทรจัน (Trojan Horse) ไวรัสคอมพิวเตอร์
(Computer Virus) ต่างจากม้าโทรจัน
ตรงที่จะสามารถสำเนาตัวเอง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโปรแกรมเข้าไปในหน่วย ความจำหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโปรแกรมอื่น
แต่มีโปรแกรมที่จะกระทำเพียงสำเนาตัวเองไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อโปรแกรมอื่นๆ
อันนี้อาจจะเรียกว่า เวอร์ม (Worm) File Virus
เป็นไวรัสที่แบบตัวเองมากับไฟล์ประเภทโปรแกรมคำสั่ง Executable file(.EXE)
โดยแทรกคำสั่งเข้าไปในลำดับการทำงาน แล้วนำคำสั่งที่แนบมาในไฟล์ขึ้นมา เมื่อไฟล์ถูกเรียกให้ทำงาน
ไวรัส ก็จะเรียกคำสั่งของตัวเองขึ้นมาทำงานเสร็จแล้ว จึงกลับไปทำคำสั่งตามลำลับปกติเกิดขึ้นรวด
เร็วมาก จนผู้ใช้เองก็ไม่รู้ว่าไวรัสได้ทำงานไปแล้ว Boot
Virus จะเพิ่มคำสั่งเข้าไปในบูตเซ็กเตอร์ของแผ่นฟลอปปี้ดิสก์
บูตเซ็กเตอร์ หรือระเบียนบูตหลัก Partition Sector ของฮาร์ดไดรฟ์ เมื่อเปิดเครื่องและคอมพิวเตอร์อ่านข้อมูลจากดิสก์ที่ติดไวรัส
เครื่องอ่านดิสก์นี้ก็จะติดไวรัสไปด้วย และบรรจุรหัสคำสั่งของไวรัสเข้าหน่วยความจำ
โดยแผ่น ฟลอปปี้ดิสก์นี้ไม่จำเป็นต้องถูกบูตก็จะสามารถทำให้ไวรัสแพร่กระจายได้ไวรัสจะคงติดอยู่ในส่วน
ความจำของเครื่อง และทำให้ฟลอปปี้ดิสก์ทุกแผ่นที่เข้าไปอ่านติดไวรัสได้โดยทั่วไปสิ่งที่กระตุ้น
Boot Virus คือวันที่หรือเวลาของระบบ
Multi-partite Virus ไวรัสประเภทนี้มีลักษณะผสมกันระหว่าง ไฟล์ไวรัสและบูตไวรัส
ซึ่งสามารถ แพร่กระจายเข้าไปใน Executable file ดังนั้น จึงสามารถแพร่ กระจายเข้าไปในเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว
Stealth Virus ไวรัสประเภทนี้จะซ่อนตัวโดยแอบเข้าแทรกเมื่อมีการเรียกให้ระบบทำหน้าที่บางอย่าง
ไวรัส ก็จะปลอมแปลงผลลัพธ์ ซึ่งดูเหมือนปกติทุกอย่าง ไวรัสที่หลบซ่อนแบบนี้ทำให้ไฟล์เสียโดยการแปลง
ขนาดของไฟล์ และที่ซ่อนการเปลี่ยนแปลงที่ทำกับบูตเซ็กเตอร์ และพยายามเบี่ยงเบนทำให้อ่านผิดที่
Polymorphic Virus
ไวรัสประเทภนี้เปลี่ยนรูปแบบไปทุกครั้งที่แพร่กระจาย ไวรัสแต่ละรุ่นที่เกิดใหม่จะปรากฏใน
ไฟล์ในรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างฯ กันไป ทำให้การตรวจจับโดยการเทียบรูปแบบของไวรัส
แบบเก่าใช้ไม่ได้ผลแล้ว Macro Virus
เริ่มปรากฏตัวขึ้นในปี 1995 ตัวอย่างไวรัสกลุ่มนี้ได้แก่ WORD. Concept
ซึ่งถือเป็นไวรัสที่มีมานาน ที่นอกจากจะส่งผลกระทบต่อ Executable file แล้วก็ยังส่งผลกระทบต่อมาโครในซอฟต์แวร์ไฟล์ธรรมดาด้วย
Macro Virus ต่างจาก Stealth Virus หรื Polymorphic Virus ตรงที่มาโครไวรัส
สามารถทำงานได้โดย ไม่ต้องการความเข้าใจหรือความซับซ้อนเท่าไหร่ แม้ว่าจะมีน้อยคนที่ได้รับความเสียหายร้ายแรงจาก
ไวรัสกลุ่มนี้ แต่มันก็ก่อให้เกิดความรำคาญ และก่อกวนประสิทธิภาพการทำงานอขงทั้งระบบผู้ใช้
และผูดูแลรักษาระบบ และอาจจะย้อนมาจัดการภายหลังก็ได้ ม้าโทรจัน
( Trojan Horses) ม้าโทรจันคือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วก็จะรอเวลา
โดยอาจจะมีระบบเวลาของตัว เอง เมื่อได้เวลาก็จะทำงานตาม ที่ถูกโปรแกรมไว้ โปรแกรมพวกนี้สามารถขโมยทรัพยากรของระบบ
หรือ ทำลายข้อมูลทำให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่ถือว่าเป็นไวรัส เพราะมันไม่เพิ่มจำนวนทแต่ก็ยังถือว่ามีอันตรายอยู่ดี
เช่นคำสั่งพวก Logic bounds
การตรวจจับไวรัส
เนื่อง จากในปัจจุบันมีไวรัสเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลาว่ากันว่า 1 วันมีไวรัสคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นได้อย่างน้อย 1 ตัวและทางที่ไวรัสเหล่านี้จะเข้ามาสู่คอมพิวเตอร์ก็มีมากขึ้น การที่จะบอกได้ว่ารหัสคำสั่งใดเป็นรหัสแปลกปลอม หรือไวรัสจึงเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนมากขึ้นเช่นกัน ทำให้โอกาสที่จะมีความผิดพลาดในการตรวจหาและกำจัดไวรัสมีมากขึ้นเช่นกันยิ่ง ไปกว่านั้นการตรวจจับเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ เพราะไม่มีซอฟต์แฟร์ต่อต้านไวรัสตัวใดสามารถตรวจจับไวรัสได้ทุกตัวแต่อย่าง ไรก็ดี การใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยในการตรวจจับไวรัสก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดเนื่องจาก สามารถ อัพเดทให้ซอฟต์แวร์ให้รู้จักไวรัสที่เกิดใหม่ได้ตลอดเวลาจาก Web Site ของ ซอฟต์แวร์นั้นๆ

2.ยิ้มการตรวจหาไวรัส โกรธ

การสแกน โปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใช้วิธีการสแกน (Scanning) เรียกว่า สแกนเนอร์ (Scanner) โดยจะมีการดึงเอาโปรแกรมบางส่วนของตัวไวรัสมาเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล ส่วนที่ดึงมานั้นเราเรียกว่า ไวรัสซิกเนเจอร์ (VirusSignature) และเมื่อสแกนเนอร์ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าตรวจหาไวรัสในหน่วยความจำ บูตเซกเตอร์และไฟล์โดยใช้ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่มีอยู่
ข้อดีของวิธีการนี้ก็คือ เราสามารถตรวจสอบซอฟแวร์ที่มาใหม่ได้ทันทีเลยว่าติดไวรัสหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสถูกเรียกขึ้นมาทำงานตั้งแต่เริ่มแรก แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนอยู่หลายข้อ คือ

- ฐานข้อมูลที่เก็บไวรัสซิกเนเจอร์จะต้องทันสมัยอยู่เสมอ แลครอบคลุมไวรัสทุกตัว มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสแกนเนอร์จะไม่สามารถตรวจจับไวรัสที่ยังไม่มี ซิกเนเจอร์ของไวรัสนั้นเก็บอยู่ในฐานข้อมูลได้
- ยากที่จะตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิก เนื่องจากไวรัสประเภทนี้เปลี่ยนแปลง ตัวเองได้ จึงทำให้ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้สามารถนำมาตรวจสอบได้ก่อนที่ไวรัส จะเปลี่ยนตัวเองเท่านั้น
- ถ้ามีไวรัสประเภทสทีลต์ไวรัสติดอยู่ในเครื่องตัวสแกนเนอร์อาจจะไม่สามารถ ตรวจหาไวรัสนี้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและเทคนิคที่ใช้ของตัวไวรัสและ ของตัวสแกนเนอร์เองว่าใครเก่งกว่า
- เนื่องจากไวรัสมีตัวใหม่ ๆ ออกมาอยู่เสมอ ๆ ผู้ใช้จึงจำเป็นจะต้องหาสแกนเนอร์ ตัวที่ใหม่ที่สุดมาใช้
- มีไวรัสบางตัวจะเข้าไปติดในโปรแกรมทันทีที่โปรแกรมนั้นถูกอ่าน และถ้าสมมติ ว่าสแกนเนอร์ที่ใช้ไม่สามารถตรวจจับได้ และถ้าเครื่องมีไวรัสนี้ติดอยู่ เมื่อมีการ เรียกสแกนเนอร์ขึ้นมาทำงาน สแกนเนอร์จะเข้าไปอ่านโปรแกรมทีละโปรแกรม เพื่อตรวจสอบ ผลก็คือจะทำให้ไวรัสตัวนี้เข้าไปติดอยู่ในโปรแกรมทุกตัวที่ถูก สแกนเนอร์นั้นอ่านได้
- สแกนเนอร์รายงานผิดพลาดได้ คือ ไวรัสซิกเนเจอร์ที่ใช้บังเอิญไปตรงกับที่มี อยู่ในโปรแกรมธรรมดาที่ไม่ได้ติดไวรัส ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในกรณีที่ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่ใช้มีขนาดสั้นไป ก็จะทำให้โปรแกรมดังกล่าวใช้งานไม่ได้อีกต่อไป



การตรวจการเปลี่ยนแปลง

การตรวจการเปลี่ยนแปลง คือ การหาค่าพิเศษอย่างหนึ่งที่เรียกว่า เช็คซัม (Checksum) ซึ่งเกิดจากการนำเอาชุดคำสั่งและ ข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรมมาคำนวณ หรืออาจใช้ข้อมูลอื่น ๆ ของไฟล์ ได้แก่ แอตริบิวต์ วันและเวลา เข้ามารวมในการคำนวณด้วย เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งหรือข้อมูลที่อยู่ในโปรแกรม จะถูกแทนด้วยรหัสเลขฐานสอง เราจึงสามารถนำเอาตัวเลขเหล่านี้มาผ่านขั้นตอนการคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ ซึ่งวิธีการคำนวณเพื่อหาค่าเช็คซัมนี้มีหลายแบบ และมีระดับการตรวจสอบแตกต่างกันออกไป เมื่อตัวโปรแกรม ภายในเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าไวรัสนั้นจะใช้วิธีการแทรกหรือเขียนทับก็ตาม เลขที่ได้จากการคำนวณครั้งใหม่ จะเปลี่ยนไปจากที่คำนวณได้ก่อนหน้านี้
ข้อดีของการตรวจการเปลี่ยนแปลงก็คือ สามารถตรวจจับไวรัสใหม่ ๆ ได้ และยังมีความสามารถในการตรวจจับไวรัสประเภทโพลีมอร์ฟิกไวรัสได้อีกด้วย แต่ก็ยังยากสำหรับสทีลต์ไวรัส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของโปรแกรมตรวจหาไวรัสเองด้วยว่าจะสามารถถูกหลอกโดยไวรัสประเภทนี้ได้หรือไม่ และมีวิธีการตรวจการเปลี่ยนแปลงนี้จะตรวจจับไวรัสได้ก็ต่อเมื่อไวรัสได้เข้าไปติดอยู่ในเครื่องแล้วเท่านั้น และค่อนข้างเสี่ยงในกรณีที่เริ่มมีการคำนวณหาค่าเช็คซัมเป็นครั้งแรก เครื่องที่ใช้ต้องแน่ใจว่าบริสุทธิ์พอ คือต้องไม่มีโปรแกรมใด ๆ ติดไวรัส มิฉะนั้นค่าที่หาได้จากการคำนวณที่รวมตัวไวรัสเข้าไปด้วย ซึ่งจะลำบากภายหลังในการที่จะตรวจหาไวรัสตัวนี้ต่อไป



การเฝ้าดู

เพื่อที่จะให้โปรแกรมตรวจจับไวรัสสามารถเฝ้าดูการทำงานของเครื่องได้ตลอดเวลานั้น จึงได้มีโปรแกรมตรวจจับไวรัสที่ถูกสร้งขึ้นมาเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือ ดีไวซ์ไดรเวอร์ โดยเทคนิคของการเฝ้าดูนั้นอาจใช้วิธีการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงหรือสองแบบรวมกันก็ได้
การทำงานโดยทั่วไปก็คือ เมื่อซอฟแวร์ตรวจจับไวรัสที่ใช้วิธีนี้ถูกเรียกขึ้นมาทำงานก็จะเข้าไปตรวจในหน่วยความจำของเครื่องก่อนว่ามีไวรัสติดอยู่หรือไม่โดยใช้ไวรัสซิกเนเจอร์ ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล จากนั้นจึงค่อยนำตัวเองเข้าไปฝังอยู่ในหน่วยความจำ และต่อไปถ้ามีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมาใช้งาน โปรแกรมเฝ้าดูนี้ก็จะเข้าไปตรวจโปรแกรมนั้นก่อน โดยใช้เทคนิคการสแกนหรือตรวจการเปลี่ยนแปลงเพื่อหาไวรัส ถ้าไม่มีปัญหา ก็จะอนุญาตให้โปรแกรมนั้นขึ้นมาทำงานได้ นอกจากนี้โปรแกรมตรวจจับ ไวรัสบางตัวยังสามารถตรวจสอบขณะที่มีการคัดลอกไฟล์ได้อีกด้วย
ข้อดีของวิธีนี้คือ เมื่อมีการเรียกโปรแกรมใดขึ้นมา โปรแกรมนั้นจะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้งโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเป็นการใช้สแกนเนอร์ จะสามารถทราบได้ว่าโปรแกรมใดติดไวรัสอยู่ ก็ต่อเมื่อทำการเรียกสแกนเนอร์นั้นขึ้นมาทำงานก่อนเท่านั้น
ข้อเสียของโปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูก็คือ จะมีเวลาที่เสียไปสำหรับการตรวจหาไวรัสก่อนทุกครั้ง และเนื่องจากเป็นโปรแกรมแบบเรซิเดนท์หรือดีไวซ์ไดรเวอร์ จึงจำเป็นจะต้องใช้หน่วยความจำส่วนหนึ่งของเครื่องตลอดเวลาเพื่อทำงาน ทำให้หน่วยความจำในเครื่องเหลือน้อยลง และเช่นเดียวกับสแกนเนอร์ ก็คือ จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุง ฐานข้อมูลของไวรัสซิกเนเจอร์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ



คำแนะนำและการป้องกันไวรัส

- สำรองไฟล์ข้อมูลที่สำคัญ
- สำหรับเครื่องที่มีฮาร์ดดิสก์ อย่าเรียกดอสจากฟลอปปีดิสก์
- ป้องกันการเขียนให้กับฟลอปปีดิสก์
- อย่าเรียกโปรแกรมที่ติดมากับดิสก์อื่น
- เสาะหาโปรแกรมตรวจหาไวรัสที่ใหม่และมากกว่าหนึ่งโปรแกรมจากคนละบริษัท
- เรียกใช้โปรแกรมตรวจหาไวรัสเป็นช่วง ๆ
- เรียกใช้โปรแกรมตรวจจับไวรัสแบบเฝ้าดูทุกครั้ง
- เลือกคัดลอกซอฟแวร์เฉพาะที่ถูกตรวจสอบแล้วในบีบีเอส
- สำรองข้อมูลที่สำคัญของฮาร์ดดิสก์ไปเก็บในฟลอปปีดิสก์
- เตรียมฟลอปปีดิสก์ที่ไว้สำหรับให้เรียกดอสขึ้นมาทำงานได้
- เมื่อเครื่องติดไวรัส ให้พยายามหาที่มาของไวรัสนั้น



การกำจัดไวรัส

เมื่อแน่ใจว่าเครื่องติดไวรัสแล้ว ให้ทำการแก้ไขด้วยความใคร่ครวญและระมัดระวังอย่างมาก เพราะบางครั้งตัวคนแก้เองจะเป็นตัวทำลายมากกว่าตัวไวรัสจริง ๆ เสียอีก การฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่อีกครั้งก็ไม่ใช่ วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ยิ่งแย่ไปกว่านั้นถ้าทำไปโดยยังไม่ได้มีการสำรองข้อมูลขึ้นมาก่อน การแก้ไขนั้นถ้าผู้ใช้มีความรู้เกี่ยวกับไวรัสที่ กำลังติดอยู่ว่าเป็นประเภทใดก็จะช่วยได้อย่างมาก และข้อเสนอแนะต่อไปนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อท่าน


บูตเครื่องใหม่ทันทีที่ทราบว่าเครื่องติดไวรัส

เมื่อทราบว่าเครื่องติดไวรัส ให้ทำการบูตเครื่องใหม่ทันที โดยเรียกดอสขึ้นมาทำงานจากฟลอปปีดิสก์ที่ได้เตรียมไว้ เพราะถ้าไปเรียกดอสจากฮาร์ดดิสก์ เป็นไปได้ว่า ตัวไวรัสอาจกลับเข้าไปในหน่วยความจำได้อีก เมื่อเสร็จขั้นตอนการเรียกดอสแล้ว ห้ามเรียกโปรแกรมใด ๆ ก็ตามในดิสก์ที่ติดไวรัส เพราะไม่ทราบว่าโปรแกรมใดบ้างที่มีไวรัสติดอยู่


เรียกโปรแกรมจัดการไวรัสขั้นมาตรวจหาและทำลาย

ให้เรียกโปรแกรมตรวจจับไวรัส เพื่อตรวจสอบดูว่ามีโปรแกรมใดบ้างติดไวรัส ถ้าโปรแกรมตรวจ หาไวรัสที่ใช้อยู่สามารถกำจัดไวรัสตัวที่พบได้ ก็ให้ลองทำดู แต่ก่อนหน้านี้ให้ทำการคัดลอกเพื่อสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเสียก่อน โดยโปรแกรมจัดการไวรัสบางโปรแกรมสามารถสั่งให้ทำสำรองโปรแกรมที่ติดไวรัสไปเป็นอีกชื่อหนึ่งก่อนที่จะกำจัดไวรัส เช่น MSAV ของดอสเอง เป็นต้น
การทำสำรองก็เพราะว่า เมื่อไวรัสถูกกำจัดออกจากฌปรแกรมไป โปรแกรมนั้นอาจไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ หรือทำงานไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ วิธีการตรวจขั้นต้นคือ ให้ลอง เปรียบเทียบขนาดของโปรแกรมหลังจากที่ถูกกำจัดไวรัสไปแล้วกับขนาดเดิม ถ้ามีขนาดน้อยกว่า แสดงว่าไม่สำเร็จ หากเป็นเช่นนั้นให้เอาโปรแกรมที่ติดไวรัสที่สำรองไว้ แล้วหาโปรแกรมจัดการ ไวรัสตัวอื่นมาใช้แทน แต่ถ้ามีขนาดมากกว่าหรือเท่ากับของเดิม เป็นไปได้ว่าการกำจัดไวรัสอาจสำเร็จ โดยอาจลองเรียกโปรแกรมตรวจหาไวรัสเพื่อทดสอบโปรแกรมอีกครั้ง
หากผลการตรวจสอบออกมาว่าปลอดเชื้อ ก็ให้ลองเรียกโปรแกรมที่ถูกกำจัดไวรัสไปนั้นขึ้นมาทดสอบการทำงานดูอย่างละเอียดว่าเป็นปกติดีอยู่หรือไม่อีกครั้ง ในช่วงดังกล่าวควรเก็บโปรแกรมนี้ที่สำรองไปขณะที่ติดไวรัสอยู่ไว้ เผื่อว่าภายหลังพบว่าโปรแกรมทำงานไม่เป็นไปตามปกติ ก็สามารถลองเรียกโปรแกรมจัดการไวรัสตัวอื่นขึ้นมากำจัดต่อไปได้ในภายหลัง แต่ถ้าแน่ใจว่าโปรแกรมทำงานเป็นปกติดี ก็ทำการลบโปรแกรมสำรองที่ยังติดไวรัสติดอยู่ทิ้งไปทันที เป็นการป้องกันไม่ให้มีการเรียกขึ้นมาใช้งานภายหลังเพราะความบังเอิญได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น